วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2557

เห็ดหลินจือกับโรคเกาต์





โรคเกาต์ เป็นโรคที่เกิดจากระดับกรดยูริก (Uric acid) ในเลือดสูงขึ้น ทำใหห้เกิดอาการอักเสบของข้อ บริเวณข้อและเอ็น หากเป็นเรื้อรังจะทำให้ข้อผิดรูปและเสียหน้าที่ในการทำงาน ในรายที่เรื้อรังจะทำให้เกิดก้อนที่เรียกว่า Tophi



นอกจากนั้นยังทำให้หน้าที่ของไตเสื่อม และเกิดโรคนิ่วที่ไตด้วย โรคเก๊าท์ จะหมายถึงสภาวะที่มีการเกาะของยูริคที่ข้อ ทำให้เกิดการอักเสบ มีอาการปวดบวม แดง ร้อน ผู้ป่วยที่เป็นโรคเก๊าท์อาจจะมีกรดยูริกในเลือดสูงหรือปกติได้ และผู้ที่มีกรดยูริกในเลือดสูงก็ไม่จำเป็นต้องเป็นโรคเก๊าต์เสมอไป โรคเกาต์เป็นมากในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 9 เท่า และมักเป็นวัยกลางคนขึ้นไป

ส่วนผู้หญิงมักเป็นหลังจากหมดประจำเดือน ปวด บวม แดง ร้อน โดยเฉพาะบริเวณนิ้วหัวแม่เท้า เป็นข้อที่พบบ่อยที่สุด จะมีอาการปวดข้อ โดยมากปวดข้อเดียวแต่ก็ปวดหลายข้อได้ อาการปวดมักเป็นๆหายๆ หรือเรื้อรัง ข้อที่ปวดพบได้ทุกข้อ แต่พบมากที่ข้อนิ้ว หัวแม่เท้า ข้อเท้า ข้อเข่า มือข้อ ข้อนิ้วและข้อศอก พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง



ในรายที่เป็นมานานอาจพบนิ่วทางเดินปัสสาวะ มักปวดตอนกลางคืน อาการปวดจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ มักจะมีปัจจัยกระตุ้น ได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีเพียวรีนสูง เช่น ตับ ไต เครื่องในสัตว์ ปลาซาร์ดีน น้ำสกัดจากเนื้อ น้ำต้มกระดูก เช่น น้ำก๋วยเตี๋ยว น้ำแกงจืด รวมทั้งพวกซุปสกัดชนิดขวดทั้งหลาย แป้งสาลี แป้งข้าวเหนียว อาหารไขมันสูง จะยับยั้งการขับถ่ายกรดยูริกออกจากร่างกาย เพราะเมื่อกินพิวรีนเข้าไป จะถูกร่างกายเปลี้ยนเป็นกรดยูริก นอกจากนั้นยังมีปัจจัยอื่น คือ การดื่มแอลกอฮอร์ ความเครียด ก็เป็นปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้มีอาการปวดด้วยเช่นกัน

ข้อที่พบว่าอักเสบได้บ่อย ได้แก่ ข้อนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ และข้อศอก เรียงตามลำดับ โดยจะบวม แดง กดเจ็บ ในรายที่เป็นเรื้อรัง จะมีการรวมตัวของกรดยูริก เกิดเป็นก้อนที่ข้อเรียก Tophi


ถั่งเช่าผสมเห็ดหลินจือ

เห็ดหลินจือกับโรคเก๊าท์
ในเห็ดหลินจือมีสารออกกานิกเยอร์มาเนียม (Organic Germanuim) เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว ช่วยในการควบคุมและปรับสมดุลของร่างกาย ให้เกิดความสมดุลระหว่างภาวะกรดและด่างในร่างกาย ก็อาจช่วยบรรเทาอาการของโรคเกาต์ และช่วยป้องกันโรคเกาต์ในกรณีของคนที่ยังไม่ได้เป็นได้





เห็ดหลินจือกับโรคเอสแอลอี (SLE)





โรค SLE (Systemic Lupus Erythematosus) หรือโรคลูปัส หมายถึงโรคที่มีการอักเสบของอวัยวะต่างๆ เนื่องมาจากภูมิคุ้มกันของตัวเองมากเกินปกติ ภูมิต้านทานในร่างกาย (antibody) เกิดการเปลี่ยนแปลงไป ปกติแอนติบอดีจะมีหน้าที่คอยจับ และทำลายสิ่งที่แปลกปลอมหรือเชื้อโรคจากภายนอกร่างกาย ทำให้เกิดอาการและอาการเกือบทุกระบบของร่างกาย โรคจะกำเริบและทุเลาลงสลับกันไป ในปัจจุบันโรคนี้ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการของโรคให้สงบทุเลาลงได้ และดำเนินชีวิตได้ตามปกติ หากรักษาได้ทันท่วงที



โดยสาเหตุที่แท้จริงนั้นยังไม่ทราบแน่นอน เชื่อว่ามีปัจจัยอย่างที่ส่งเสริมให้เกิดโรคได้ดังนี้

1.พันธุกรรม พบว่าในแฝดจากไข่ใบเดียวกันมีโอกาสเกิดโรคนี้ ถึงร้อยละ 30-50 และร้อยละ 7-12 ของผู้ป่วย SLE เป็นญาติพี่น้องกัน เช่น แม่และลูกสาว หรือในหมู่พี่น้องผู้หญิงด้วยกัน

2.ติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถค้นพบเชื้อแบคทีเรีย และไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคนี้ได้

3.ฮอร์โมนเพศโดยเฉพาะเอสโตรเจน โรคที่พบมากในสตรีวัยเจริญพันธุ์ บ่งชี้ว่าน่าจะมีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศ นอกจากนี้ความรุนแรงของโรคยังแปรเปลียนไปตามการมีครรภ์ การมีประจำเดือน และการใช้ยาคุมกำเนิด

4.แสงแดดและสารเคมี ยาบางอย่างเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมโรคแสดงอาการของโรคนี้ได้



อาการทั่วๆไปของโรค SLE คือ จะพบอาการของไข้ ร้อยละ 40-85 มักจะเป็นไข้ต่ำๆ และหาสาเหตุไม่ได้ นอกจากนี้จะมีอาการอื่นๆร่วมอยู่ด้วย

-อาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด เป็นอาการที่พบไๆด้บ่อยในขณะโรคกำเริบ

-อาการทางผิวหนังและเยื่อบุช่องปากในระยะเฉียบพลัน ที่พบได้บ่อยที่สุด คือ ผื่นรูปปีกผีเสื้อ ลักษณะเป็นผื่นบวมแดงนูน บริเวณโหนกแก้มและสันจมูก ผื่นจะเป็นมากขึ้นเมื่อถูกแสงแดด อาการทางผิวหนังอีกอย่างหนึ่งของโรคนี้ คือ ปลายเท้าซีดเซียวเมื่อถูกน้ำ หรืออากาศเย็น นอกจากนี้อาจพบผมร่วง และแผลในปากได้

-อาการทางข้อและกล้ามเนื้อ เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด ส่วนใหญ่เป็นอาการปวดข้อมากกว่าลักษณะข้ออักเสบ มักเป็นบริเวณข้อเล็กๆของนิ้วมือ ข้อมือ ข้อไหล่ ข้อเท้า หรือข้อเข่า เป็นเหมือนๆกันทั้ง 2 ข้าง ร้อยละ 17-45 พบอาการปวดกล้ามเนื้อ

-อาการทางไต ผู้ป่วยบางรายมาพบแพทย์ด้วยอาการทางไตเป็นอาการนำ อาการแสดงที่สำคัญของไตอักเสบจากลูปัส ได้แก่ บวม ปัสสาวะเป็นฟอง ตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ ความดันโลหิตสูง

-อาการทางระบบเลือด อาการที่พบได้แก่ อ่อนเพลีย หน้ามืดจากภาวะซีด เม็ดเลือดขาวต่ำ ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย และเกล็ดเลือดต่ำ อาจพบจุดจ้ำเลือดออกตามตัวได้

-อาการทางระบบประสาท อาการที่พบได้ คือ อาการชักและอาการทางจิต นอกจากนี้อาจมีอาการปวดศีรษะรุนแรง หรือ อาการอ่อนแรงของแขนขา อาจพบได้ในระยะที่โรคกำเริบ

-อาการทางปอดและเยื่อหุ้มปอด อาการที่พบบ่อย คือ เยื่อหุ้มปอดอักเสบ อาการแสดงคือ เจ็บหน้าอก โดยเฉพาะเวลาหายใจเข้าสุด ตรวจพบมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด บางรายมีอาการปอดอักเสบ ซึ่งต้องแยกจากปอดอักเสบติดเชื้อ

-อาการทางระบบหัวใจและหลอดเลือด ที่พบบ่อยคือ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ซึ่งมักพบร่วมกับเยื่อหุ้มปอดอักเสบ ปู้ป่วยจะมาด้วยอาการเจ็บหน้าอก มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มหัวใจ เหนื่อยง่าย โรคหลอดเลือดหัวใจส่วนใหญ่ เป็นผลมาจากภาวะหลอดเลือดแข็ง จากการได้รับยาสเตอรอยด์เป็นระยะเวลานานๆ

นอกจากนี้ภาวะความดันโลหิตสูง ก็เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยจากไตอักเสบเรื้อรัง และจากการได้รับยาสเตอรอยด์

-อาการทางระบบทางเดินอาหาร ไม่มีอาการที่จำเพาะสำหรับโรคลูปัส อาการที่พบบ่อย ได้แก่ คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้อง ซึ่งเป็นผลจากการใช้ยารักษาโรคลูปัส เช่น NSAIDS ยาสเตอรอยด์ อาการยังคงอยู่ได้แม้จะหยุดยาไปเป็นสัปดาห์

ถั่งเช่าผสมเห็ดหลินจือ


เห็ดหลินจือกับโรคเอสแอลอี
โปรตีน Lz-8 ที่ค้นพบในเห็ดหลินจือ (Ling Zhi protien Lz-8) ช่วยปรับรักษาอาการของโรค SLE นอกจากนั้นยังมีสารออแกนิกเยอร์มาเนียม (Organic Germanium) และโพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharide) ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้นด้วย



วันพุธที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2557

เห็ดหลินจือกับโรคริดสีดวงทวาร





สาเหตุของการเกิดโรคริดสีดวงทวาร คือ หลอดเลือดดำที่ใต้เยื่อเมือก และผิวหนังในบริเวณทวารหนัก มีการปูดพองเป็นหัวขึ้นมา เนื่องจากมีภาวะความดันในหลอดเลือดดำสูงจากสาเหตุต่างๆ เช่น การเบ่งถ่ายอุจจาระ ท้องผูก การนั่งนานๆ ภาวะตั้งครรภ์ น้ำหนักมาก การกินอาหารที่มีกากใยน้อย ไอเรื้อรัง เป็นต้น

นอกจากนี้ยังอาจพบร่วมกับโรคในช่องท้อง เช่น ตับแข็ง ทำให้มีภาวะความดันในหลอดเลือดดำตับสูง ซึ่งจะมีผลกระทบมาที่หลอดเลือดดำที่ทวารหนัก ก้อนเนื้องอกในท้อง มะเร็งลำไส้ใหญ่ ต่อมลูกหมากโต เป็นต้น

เนื่องจากในบริเวณทวารหนักจะมีกลุ่มหลอดเลือดดำอยู่เป็นแนวยาว จากปากทวารหนักต่อขึ้นไปในลำไส้ใหญ่ ดังนั้นจึงมีโอกาสเกิดริดสีดวงทวารได้หลายแห่ง (หลายหัว)

โรคริดสีดวงทวาร เป็นภาวะที่หลอดเลือดดำที่มีอยู่ตามธรรมชาติของคนทั่วไป ในบริเวณทวารหนักเกิดการปูดพองเป็นหัว เรียกว่า หัวริดสีดวง แล้วมีการปริแตกของผนังหลอดเลือดขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ ทำให้มีเลือดออกเป็นครั้งคราว อาจพบเป็นเพียงหัวเดียว หรือหลายหัวก็ได้ ถ้าเกิดจากหลอดเลือดดำที่อยู่ใต้ผิวหนังตรงปากทวารหนัก เรียกว่า ริดสีดวงภายนอก (external hemorrhoid) ซึ่งอาจมองเห็นจากภายนอกได้ ถ้าเกิดจากหลอดเลือดที่อยู่ลึกเข้าไปเรียกว่า ริดสีดวงภายใน (internal hemorrhoid) ซึ่งจะตรวจพบได้เมื่อใช้เครื่องมือส่องทวารหนัก เป็นโรคที่พบได้บ่อย และพบเป็นสาเหตุอันดับแรกๆ ของอาการถ่ายอุจจาระเป็นเลือด โดยทั่วไปไม่ค่อยมีอาการรุนแรงหรืออันตราย แต่อาจเป็นๆหายๆเรื้อรัง น่ารำคาญ หรือทำให้วิตกกังวล โดยมากมักจะมีอาการเวลาท้องผูก หรือท้องเดินบ่อยครั้ง

อาการสำคัญก็คือ การถ่ายอุจจาระออกมาเป็นเลือดสดๆทั้งนี้ เนื่องจากการเบ่งถ่ายแรงๆ หัวริดสีดวง (กลุ่มหลอดเลือดดำขอด) จะปริแตกออก อาการส่วนมากจะมีอาการเลือดออกทางทวารหนักเป็นเลือดแดงสด เกิดขึ้นขณะถ่ายอุจจาระ อาจสังเกตุได้ว่าที่กระดาษชำระมีเลือดเปื้อนปนมากับอุจจาระ หรือมีเลือดไหลออกเป็นหยด โดยไม่รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างไร

บางคนอาจรู้สึกเจ็บที่ทวารหนัก และถ่ายอุจจาระลำบาก หรืออาจมีอาการคันก้น ถ้าริดสีดวงอักเสบ หรือหลุดออกมาข้างนอก อาจทำให้รู้สึกปวดอย่างรุนแรง จนถึงกับนั่ง ยืน หรือเดินไม่สะดวก และคลำได้ก้อนเนื้อนุ่มๆ สีคล้ำๆที่ปากทวารหนัก ถ้ามีเลือดออกมามากหรือเกิดเรื้อรังอาจจะมีอาการซีดได้

ในระยะแรกจะมีอาการถ่ายเป็นเลือด โดยที่ไม่มีอาการปวด แต่ในระยะหลังอาจมีอาการปวดมากขึ้นหรือมีก้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก้อนที่ออกมาแล้ว ดันกลับเข้าไปไม่ได้จะปวดมาก ถ้ามีเลือดออกนานๆอาจมีอาการของการขาดเลือด โลหิตจาง หน้ามืด เวียนศีรษะ สำหรับริดสีดวงภายนอกมักมาด้วยอาการปวดมากกว่า มักไม่มีเลือดออกถ้าไม่มีริดสีดวงทวารหนักภายในร้วมด้วย

โรคริดสีดวงทวารอาจทำให้มีอาการแทรกซ้อน คือ ทำให้ร่างกายของผู้ป่วยนั้น มีภาวะโลหิตจางจากภาวะขาดธาตุเหล็ก

ถั่งเช่าผสมเห็ดหลินจือ


เห็ดหลินจือกับโรคริดสีดวงทวารหนัก
เห็ดหลินจือจะช่วยในการย่อยอาหาร และมีตัวยาที่จะทำให้แผลหรือตุ่มบริเวณทวารหนัก ทั้งภายในและภายนอกหายไป และการขับถ่ายจะเป็นปรกติ เมื่อรับประทานเห็ดหลินจือแล้ว สารนิวคลีโอไซด์ (Neucleoside) ในเห็ดหลินจือ ซึ่งมีคุณสมบัติละลายลิ่มเลือดที่อุดตัน ไม่ให้ลิ่มเลือดเกาะตัวง่ายเกินไป จนเกิดการอุดตันของเส้นเลือด ช่วยแก้ไขอาการอึดอัดและแน่นหน้าอก ปรับให้จิตสงบลง แล้วก็รักษาอาการของริดสีดวงทวารได้อย่างดีด้วย

นอกจากนั้นสารของออแกนิกเยอร์มาเนียม (Organic germanium) ในเห็ดหลินจือยังเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว ช่วยในการควบคุมและปรับสมดุลของร่างกาย เพิ่มอัตราการไหลเวียนของเลือด และเพิ่มการนำออกซิเจนไปสู่เซลล์ ช่วยปรับสภาวะความดันในหลอดเลือด ทำให้อาการของโรคริดสีดวงทวารเบาลง



เห็ดหลินจือกับอาการปวดประจำเดือน





อาการปวดประจำเดือน (Dysmenorrhea) มักพบในเด็กสาวหรือผู้หญิงที่อายุยังน้อย มักมีอาการปวดบริเวณท้องน้อยอย่างรุนแรง ใยช่วงวันแรกๆของการมีประจำเดือน บางครั้งมีอาการปวดมากเหมือนไม่สบาย มีไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว เต้านมคัด ตึง ปวดบริเวณบั้นเอว บางคนถึงกับเป็นลม ซึ่งอาการปวดนี้จะหายไปเองใน 1-2 วัน เพราะสาเหตุของการปวดประจำเดือนส่วนใหญ่มาจากกล้ามเนื้อปากมดลูกตึงเกินไป ในบางรายอาจพบว่าก่อนหรือระหว่างการมีประจำเดือน อาจมีอาการของโรคแทรกซ้อนขึ้นมา ไมเกรน ปวดศีรษะ เช่น อารมณ์หงุดหงิดง่าย

อาการก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual tension) มีอาการเป็นสัญญาณเตือนก่อนประจำเดือนจะมา อาการที่พบ อาทิ บวมน้ำ น้ำหนักตัวเพิ่ม ข้อบวม รู้สึกอยากอาหาร มีสิวขึ้น อ่อนเพลีย หงุดหงิด ไม่มีสมาธิ นอนไม่หลับ

การเกิดอาการก่อนมีประจำเดือน เกิดจากความไม่สมดุลของฮอร์โมนเพศหญิงระหว่างมีรอบเดือน บางครั้งเกิดจากการขาดฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) หรือขาดกรดไขมันจำเป็น เช่น กรดแกมมาลิโนเลนิก (Gamma Linolenic Acid -GLA) ขาดวิตามินบี 5 ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมรอบประจำเดือน

ถั่งเช่าผสมเห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือกับอาการปวดประจำเดือน
แม้ว่าเห็ดหลินจือนั้นจะไม่มีฮอร์โมนเพศหญิง หรือฮอร์โมนเอสโตรเจน แต่เห็ดหลินจือสามารถกระตุ้นให้ร่างกายของคุณผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนเพิ่มขึ้น จนช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนให้หายไป เห็ดหลินจือจะปรับระบบการไหลเวียนโลหิตให้เข้าสู่ภาวะปกติ และที่สำคัญในเห็ดหลินจือนั้นยังมีแกดแกมมาลิโนเลนิก (Gamma Linolenic Acid -GLA) ที่ช่วยในการบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้เป็นอย่างดี



เห็ดหลินจือกับโรคเส้นเลือดในสมองอุดตัน อัมพฤกษ์ อัมพาต





โรคเส้นลือดอุดตันในสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นโรคที่สมองขาดออกซิเจน อันนเื่องมาจากการที่เส้นเลือดไปเลี้ยงสมองอุดตัน หรือแตก ทำให้การทำงานของสมองส่วนต่างๆผิดปกติ สมองเป็นอวัยวะที่ควบคุมหน้าที่ต่างๆของร่างกาย หากสมองตายไปเนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง ผู้ป่วยอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับการพูด พฤติกรรมและความจำ

นอกจากนี้ยังทำให้อวัยวะต่างๆของร่างกาย ในส่วนที่สมองส่วนนั้นๆควบคุมอ่อนแรง ความผิดปกติของร่างกายที่เกิดขึ้น จะเป็นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่า สมองส่วนใดขาดเลือดไปเลี้ยง และขาดเลือดไปเลี้ยงมากน้อยขนาดใด ตัวอย่างเช่น หากสมองด้านหลังขาดเลือดไปเลี้ยง ผู้ป่วยจะมีปัญหาเกี่ยวกับการมองหรือเห็นภาพ

หากมีปัญหาหลอดเลือดอุดตัน หรือแตก เกิดกับสมองด้านขวา ร่างกายซีกซ้ายของผู้ป่วยจะอ่อนแรง และในทางตรงข้าม หากมีการอุดตันหรือแตกของเส้นเลือดในสมองด้านซ้าย ร่างกายซีกขวาของผู้ป่วยจะอ่อนแรงลงเช่นกัน

โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ หมายความว่า เป็นโรคที่หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบตัน ซึ่งอาจจะไม่มีอาการแวดงอะไรให้ทราบชัดเจนมากนัก หรืออาจจะแน่นหน้าอก หมดสติ จนกระทั่งมีการเสียชีวิตกระทันหัน

โรคหลอเลือดแดงที่หัวใจตีบ พบว่าเป็นโรคที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตเป็นอันดับหนึ่งมาหลายปี เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ ถ้าให้การดูแลเอาใจใส่ ดูแลสุขภาพตนเองสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยเสี่ยงต่างๆหลายปัจจัย ที่จะต้องควบคุมให้ได้เป้าหมาย ปัจจัยที่เราทราบว่า ถ้าควบคุมแล้วสามารถลดอัตราการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบได้อย่างแน่นอน คือ ระดับไขมันที่ผิดปกติ ความดันโลหิตสูง และการสูบบุหรี่เป็นต้น

ถั่งเช่าผสมเห็ดหลินจือ


เห็ดหลินจือกับโรคเส้นเลือดอุดตันในสมอง เส้นเลือดหัวใจตีบ อัมพาต อัมพฤกษ์
เห็ดหลินจือ สามารถละลายลิ่มเลือดไม่ให้อุดตันได้ เห็ดหลินจือมีสารสำคัญที่เรียกว่า นิวคลีโอไซต์ (Neucleoside) ซึ่งมีคุณสมบัติละลายลิ่มเลือดที่อุดตัน ไม่ให้ลิ่มเลือดเกาะตัวง่ายเกินไป จนเกิดการอุดตันของเส้นเลือด นอกจากนั้นเห็ดหลินจือช่วยในการเพิ่มออกซิเจนที่สะสมในเนื้อเยื่อ เห็ดหลินจือมีสารออกานิกเยอร์มาเนียม (Organic Germanium) ที่ช่วยในการเพิ่มออกซิเจนที่สะสมในเนื้อเยื่อ

เห็ดหลินจือนั้นช่วยลดไขมันและคลอเรสเตอรอลในเลือด เห็ดหลินจือมีสารช่วยลดไขมันและคลอเรสเตอรอลในเลือดไม่ให้มีมากเกินไป ซึ่งเห็ดหลินจือก็ช่วยขจัดอีกสาเหตุหนึ่งของโรคไปได้

ดังนั้นการที่เห็ดหลินจือช่วยรักษาโรคเลือดอุดตันในสมอง เส้นเลือดหัวใจตีบ อัมพาต อัมพฤกษ์ นั่นเป็นเพราะว่าเห็ดหลินจือสามารถละลายลิ่มเลือดไม่ให้อุดตันได้ เห็ดหลินจือช่วยในการเพิ่มออกซิเจนที่สะสมในเนื้อเยื่อ ทำให้รอดพ้นหากเกิดสภาวะวิกฤติเมื่อหัวใจหรือสมองขาดออกซิเจน ช่วยลดไขมันและคลอเรสเตอรอลในเลือดไม่ให้มีมากจนเกินไป



วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2557

เห็ดหลินจือกับโรคประสาท





โรคประสาท (Neurosis) เป็นความผิดปกติทางจิตชนิดหนึ่ง ที่มีอาการไท่รุนแรงนัก แต่จะแสดงอาการทั้งร่างกายและจิตใจ ทำให้จิตใจแปรปรวน อ่อนไหวง่าย มักมีความรู้สึกไม่สบายใจ มีความวิตกกังวลอยู่เสมอ ไม่สามารถควบคุมความรู้สึกอารมณ์ หรือพฤติกรรมของตนเองให้เหมือนเดิม หรือเป็นปกติได้ โดยมีอาการที่แสดงออกได้หลากหลายรูปแบบ

ลักษณะที่สำคัญของโรคประสาท คือ จะเกิดขึ้นฉับพลัน มักทราบว่าอาการเกิดขึ้นเมื่อใด ก่อนเกิดอาการมักมีสาเหตุที่กระตุ้นเขามาเกี่ยวข้อง ทำให้เกิดความกระทบกระเทือนทางอารมณ์ เช่น การตายของบุคคลอันเป็นที่รัก ฯลฯ

ความแปรปรวนชนิดอ่อนๆของคนที่มีอาการของโรคประสาท ส่วนมากยังทำงานหรือเข้าสังคมได้ แต่สมรรถภาพนั้นไม่ดีเท่าที่ควร บุคลิกภาพไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก อยู่ในสภาพของความเป็นจริง และคงสภาพของตัวเองได้ รู้ตนเองว่าไม่ปกติ ไม่สบาย วิตกกังวลผิดปกติ ตามลักษณะของอาการต่างๆ

โรคประสาทมีหลายประเภท ได้แก่ โรคประสาทวิตกกังวลทั่วๆไป โรคประสาทกลัวอะไรเฉพาะอย่าง โรคประสาทวิตกกังวล เกี่ยวกับเจ็บป่วยของร่างกาย โรคประสาทตื่นตกใจง่าย โรคประสาทกลัวที่โล่งแจ้ง โรคประสาทกลัวการเข้าสังคม และโรคประสาทย้ำคิดย้ำทำ มักพบในบุคคลที่มีบุคลิกเจ้าระเบียบ หรือมีความสมบูรณ์แบบมากเกินไป

อาการที่เด่นชัดของคนที่เป็นโรคประสาท จะมีความรู้สึกกลัว หรือวิตกกังวลเป็นอาการหลัก โดยความกลัวจะเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อมีสิ่งเร้าที่เห็นได้อย่างชัดเจน เช่น กลัวเสือ กลัวความมืด กลัวอยู่ในที่แคบๆ เป็นต้น

ส่วนความวิตกกังวล คือ ความกลัวในสิ่งที่ยังไม่มาถึง เมื่อความกลัวหรือความวิตกกังวลเกิดขึ้น จะมีผลต่อพฤติกรรมของคนเรา ทำให้อาการของร่างกาย อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายๆอย่าง เช่น หัวใจเต้นแรง หายใจไม่อิ่ม ท้องไส้ปั่นป่วน ปวดหรือเวียนศีรษะ และบางคนอาจเกิดปฏิกิริยาต่อความกลัวในขั้นรุนแรง จะมีอาการตื่นกลัวและตกใจอย่างมาก ถึงขนาดจะเป็นลมหมดสติ และถ้าความกลัวหรือความกังวลเกิดอยู่นานๆ บุคคลนั้นจะรู้สึกเหนื่อย เชื่องช้าลง ซึมเศร้า กินอะไรไม่ลง นอนไม่หลับ หรือฝันร้ายบ่อยๆ และจะคอยหลีกเลี่ยงสถานการณ์ ที่คล้ายๆกันนั้นอยู่บ่อยๆ จะมีอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตได้

การสังเกตุอาการผู้ปวยโรคประสาท จะมีอาการดังนี้ คือ
  1. วิตกกังวลว่ามีอาการผิดปกติ
  2. อาการดังกล่าวนั้นมีมากมาย จนกระทบกระเทือนต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การกินอยู่นอนหลับ การทำงาน และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
  3. รู้ตัวเองดีว่ามีอาการผิดปกติ
  4. รู้สึกทรมานกับอาการที่เป็นอยู่ และต้องการรักษา
ถ้าคุณมีอาการดังกล่าวมาทั้ง 4 ข้อ ขอให้รีบไปรับการรักษา ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที

ถั่งเช่าผสมเห็ดหลินจือ

เห็ดหลินจือกับโรคประสาท
การทำงานของอวัยวะสำคัญต่างๆในร่างกายนั้น ล้วนถูกสั่งการจากสมอง โดยผ่านระบบประสาทที่โยงใยไปทั่วร่างกาย ในสมองมนุษย์ประกอบด้วย เซลล์สมองมากกว่าหลายล้านเซลล์ ทำงานด้วยสือประสาท มีหลอดเลือดนำอาหารและออกซิเจนมาเลี้ยง ซึ่งหากเกิดความผิดปกติของสารสื่อประสาท หรือระบบหลอดเลือดที่จะมาเลี้ยงตีบตัน ย่อมส่งผลให้การทำงานของสมองบกพร่อง เกิดภาวะผิดปกติ และที่สำคัญ ความคิดอ่านบกพร่อง สติปัญญาลดประสิทธิภาพลง จนถึงภาวะความเครียด ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการทางประสาท

การบรรเทาอาการทางประสาทนั้น อาจจะใช้สรรพคุณจากเห็ดหลินจือช่วย เนื่องจากเห็ดหลินจือ จะมีสารปรับสมดุล (Adaptogen) ที่สามารถลดความเครียดในสมอง และเสริมสร้างสารสื่อประสาทให้แก่สมอง กระตุ้นประสาท และยังสามารถปรับให้การทำงานของสมอง กลับคืนสู่สภาวะปกติได้ ช่วยลดความพิการที่เกิดจากสมองเสื่อม และช่วยให้ระบบหลอดเลือดที่ไปเลี่ยงสมองทำงานดีขึ้น อีกทั้งยังเพิ่มปริมาณออกซิเจน ที่ไปเลี้ยงสมองให้สูงขึ้นถึงหนึ่งเท่าครึ่ง ผู้ที่รับประทานเห็ดหลินจือเป็นประจำ ระดับความเครียดจะลดลง และช่วยลดปริมาณยาคลายเครียดได้

ส่วนด้านการแพทย์แผนจีนหรือหมอจีนนั้น กล่าวว่า เมื่อกินเห็ดหลินจือแล้ว คุณค่าในสมุนไพรจีนชนิดนี้ จะไปปรับจิตใจให้มีอาการสงบนิ่ง เมื่อจิตสงบก็จะไม่ขี้หลงขี้ลืม เมื่อสมองโล่งโปร่ง ก็จะทำให้เกิดสติปัญญาในที่สุด

วันจันทร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2557

เห็ดหลินจือกับโรคภูมิแพ้





โรคภูมิแพ้หรือโรคแพ้ (Allergy) หมายถึง โรคที่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีอาการไวผิดปกติ ต่อสิ่งซึ่งสามารถก่อให้เกิดภูมิแพ้ (Allergen) ซึ่งธรรมชาติสารเหล่านี้ อาจไม่ก่อให้เกิดภูมิแพ้กับคนปกติทั่วไป โรคภูมิแพ้เกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย เด็กอายุ 5 ถึง 15 ปี มักพบว่ามีอาการภูมิแพ้มากกว่าช่วงวัยอื่นๆ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่โรคแสดงออก หลังจากได้รับ "สิ่งกระตุ้น" มานานเพียงพอ หรือบางคนอาจเริ่มเป็นโรคภูมิแพ้ตอนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว

สารที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ในร่างกายที่สำคัญ มีชื่อเรียกว่า "ฮีสตามีน" ฮีสตามีนก่อให้เกิดผลหลายประการอันสืบเนื่องมาจากปฏิกิริยาอักเสบ และปฏิกิริยาภูมิไวเกิน ได้แก่
  1. หลอดเลือดขยายตัว
  2. บวม
  3. เพิ่มการซึมผ่านผนังหลอดเลือด โดยทำให้สารน้ำรั่วออกจากหลอดเลือด เข่ไปอยู่ในเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดอาการของปฏิกิริยาภูมิแพ้ เช่น อาการน้ำมูกไหล และน้ำตาไหล
  4. กล้ามเนื้อเรียบหดตัว
  5. อาการคัน
โรคภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม อาจพบว่าในครอบครัวนั้นมีสมาชิกป่วยเป็นโรคภูมิแพ้หลายคน

ตัวการที่ทำให้เกิดอาการแพ้ เรียกว่า สารก่อภูมิแพ้ (Allergens) หรือสิ่งกระตุ้น ซึ่งอาจเข้าสู่ร่างกายทางระบบหายใจ การรับประทานอาหาร การสัมผัสทางผิวหนัง ทางตา ทางหู ทางจมูก หรือโดยการฉีด หรือถูกกัดต่อยผ่านผิวหนัง ตัวการที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้มีอยู่รอบตัว สามารถกระตุ้นอวัยวะต่างๆ จนก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ เช่น อวัยวะที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ทางลมหายใจ ถ้าสิ่งกระตุ้นผ่านเข้ามาทางลมหายใจ ตั้งแต่รูจมูกลงไปยังปอด ก็จะทำให้เป็นหวัด คัดจมูก จาม น้ำมูกไหล คันคอ เจ็บคอ ไอ มีเสมหะ เสียงแหบแห้ง และลงไปยังหลอดลม ทำให้หลอดลมตีบตัน เป็นหอบหืด ภูมิแพ้ทางผิวหนังก็เช่นกัน ถ้าสิ่งกระตุ้นเข้ามาทางผิวหนัง จะทำให้เกิดผื่นคัน น้ำเหลืองเสีย

ภูมิแพ้ทางเดินอาหาร ถ้าสิ่งกระตุ้นเขามาทางอาหาร จะทำให้ท้องเสีย อาเจียน ถ่ายเป็นเลือด เสียไข่ขาวในเลือด อาจทำให้เกิดอาการทางระบบอื่นๆได้ เช่น ลมพิษ หน้าตาบวม ภูมิแพ้ทางตา ถ้ามีสิ่งกระตุ้นเข้ามาทางตา ก็จะทำให้เกิดอาการแสบตา หนังตาบวม คันตา น้ำตาไหล เป็นต้น

สารก่อภูมิแพ้ซึ่งเป็นตัวการของโรคภูมิแพ้ ที่มักพบบ่อยๆ ได้แก่ ฝุ่นบ้าน ตัวไรฝุ่นบ้าน มักปะปนอยู่ในฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 0.3 มม. มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า หรือเชื้อราที่มักปะปนอยู่ในอากาศ ตามห้องที่มีลักษณะอับชื้น

อาหารบางอย่างจะเป็นตัวการของโรคภูมิแพ้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารจำพวกอาหารทะเล บางคนที่มีอาการแพ้ก็จะไม่สามารถรับประทานอาหารทะเลได้เลย ไม่ว่าจะเป็นกุ้ง หอย ปู ปลา อาหารอีกจำพวกที่พบได้บ่อย คือ แมงดาทะเล ปลาหมึก อาจทำให้เกิดลมพิษผื่นคันได้ บางคนที่อาจมีอาการแพ้ไข่แมงดาทะเลอย่างรุนแรง ก็อาจทำให้มีอาการบวมตามตัว หายใจติดขัด เป็นต้น

อาหารที่เป็นตัวการของภูมิแพ้อีกชนิด คือ อาหารประเภทหมักดอง เช่น ผักกาดดอง เต้าเจี้ยว น้ำปลา เป็นต้น บางคนอาจมีอาการแพ้เห็ด ซึ่งจัดว่าเป็นราขนาดใหญ่ บางคนแพ้ไข่ขาว อาจทำให้เกิดอาการคันบนใบหน้าได้ นอกจากนั้นยังมียาที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้บ่อยๆ ซึ่งได้แก่ ยาปฏิชีวนะจำพวก เพนนิซิลลิน เป็นต้น

นอกจากนั้นยังมีพวกยาลดไข้แก้ปวด พวกแอสไพริน ยาระงับปวดข้อปวดกระดูก อาจทำให้เกิดลมพิษผื่นคัน จองผิวหน้าพวกเซรุ่มหรือวัคซีนป้องกันโรค โดยเฉพาะวัคซีนสกัดจากเลือดม้า เช่น เซรุ่มต้านพิษงู แพ้พิษสุนัขบ้า เป็นต้น

แมลงต่างๆ ที่มักอาศัยอยู่ภายในบ้าน ก็เป็นที่มาของอาการภูมิแพ้ เช่น แมลงสาบ แมงมุม มด ยุง ปลวก และแมลงที่อาศัยอยู่นอกบ้าน เช่น ผึ้ง แตน ต่อ มดนานาชนิด เป็นต้น หรือจะเป็นจำพวกเกสรดอกหญ้า ดอกไม้ ตอกข้าว วัชพืช สิ่งเหล่านี้มักปลิวอยู่ในอากาศตามกระแสลม ซึ่งสามารถพัดลอยไปได้ไกลๆ ลอยอยู่ในอากาศ และง่ายต่อการสูดดมเข้าไป

สิ่งที่สำคัญอีกอย่างที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ คือ ขนสัตว์เลี้ยง เป็นต้นเหตุของโรคภูมิแพ้ เช่น ขนแมว ขนสุนัข ขนนก ขนเป็ด ขนกระต่าย ขนไก่ที่ตากแห้งใช้ยัดที่นอน และหมอนสำหรับหนุน ฟองน้พ ยางพารา ใยมะพร้าว เมื่อใช้ไปนานก็จะสามารถเป็นสารก่อภูมิแพ้ได้

ถั่งเช่าผสมเห็ดหลินจือ

เห็ดหลินจือกับโรคภูมิแพ้
การรักษาภูมิแพ้นั้นต้องยับยั้งไม่ให้ร่างกายผลิตสารฮีสตามีน (Histsmine) ออกมา อาการแพ้ก็จะไม่ปรากฎ โดยสารในเห็ดหลินจือที่สามารถยับยั้งการผลิตฮิสตามีนได้ คือ สารโพลีแซ็กคาไรด์ และสารไตรเทอร์ปินอยด์เป็นสารที่มีรสขม ส่วนใหญ่อยู่ที่ดอกและก้าน มีกรดกาโนเดริกออกฤทธิ์ยับยั้งของสารฮีสตามีน ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ นอกจากนั้นยังมีกรดไขมันโอเลอิก และไซโคลอ๊อกตาซัลเฟอร์ในเห็ดหลินจือ ยังช่วยต้านการหลั่งของฮีสตามีน ซึ่งเป็นสารก่อภูมิแพ้ เมื่อร่างกายไม่มีการผลิตฮิสตามีน หรือมีการผลิตน้อยลง อาการภูมิแพ้ก็จะทุเลาลงด้วยเช่นกัน



วันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2557

เห็ดหลินจือกับโรคความดันโลหิตสูง





ความดันโลหิตสูง คือ อาการที่ความดันในหลอดเลือดแดง ที่เกิดจากหัวใจบีบตัวส่งเลือด ผ่านหลอดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆของร่างกาย จะให้ค่าความดันโลหิต 2 ค่า คือค่าความดันโลหิตตัวบนและค่าความดันโลหิตตัวล่าง ในบุคคลทั่วไป ค่าความดันโลหิตตัวบนจะมีค่าประมาณ 120 มิลลิเมตรปรอท และค่าความดันโลหิตตัวล่างมีค่าประมาณ 120/80

ซึ่งโดยทั่วไปนั้นค่าความดันโลหิตของมนุษย์จะไม่คงที่อยู่ตลอดเวลา เช่น หลังจากการออกกำลังกายอย่างหักโหม การใช้แรงงานหนัก หรือในขณะที่่ร่างกายมีความตื่นเต้นตกใจ ค่าความดันโลหิตก็จะสูงเพิ่มขึ้นกว่าสภาวะปกติได้ แต่หลังจากได้พักหลังออกกำลังกาย หรือหายจากภาวะตื่นเต้นตกใจแล้ว ค่าความดันโลหิตก็จะลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติได้

โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่พบได้บ่อยในยุคสมัยปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ที่มีอาการ ของโรคความดันโลหิตสูงมักจะไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ เมื่อรู้ตัวว่าเป็นแล้ว ส่วนมากก็จะไม่ได้รับการดูแลรักษา ส่วนหนึ่งอาจจะเนื่องมาจากไม่มีอาการ ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสนใจ เมื่อเริ่มมีอาการหรือภาวะแทรกซ้อนแล้ว จึงเริ่มจะสนใจและรักษา ซึ่งบางครั้งก็อาจทำให้ผลการรักษาไม่ได้ดีเท่าที่ควร


ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง อาจจะไม่มีอาการใดๆเลย หรืออาจจะพบว่ามีอาการปวดศีรษะ มึนงง เวียนศีรษะ และเหนื่อยง่ายผิดปกติ อาจมีอาการแน่นหน้าอกหรือนอนไม่หลับ และความดันโลหิตสูง อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ 2 กรณีด้วยกัน คือ
  • กรณีที่ 1 ภาวะแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูงโดยตรง ได้แก่ ภาวะหัวใจวาย หรือหลอกเลือดในสมองแตก
  • กรณีที่ 2 ภาวะแทรกซ้อนจากหลอดเลือดแดงตีบหรือตัน เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือเรื้อรัง ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจจะทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ หลอดเลือดสมองตีบ เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือหลอดเลือดแดงในไตตีบมาก ถึงขั้นไตวายเรื้อรังได้
ถั่งเช่าผสมเห็ดหลินจือ


เห็ดหลินจือกับความดันโลหิตสูง
อาการหน้ามืดตาลาย หูอื้อ ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตต่ำ นอนไม่หลับกระสับกระส่าย อาการที่กล่าวมานี้ ล้วนเกิดจากการผิดปกติของหลอดเลือด ที่ไม่สามารถนำเอาออกซิเจน ไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆของร่างกายได้เพียงพอ เมื่อรับประทานเห็ดหลินจือ ซึ่งมี สารออร์แกนิกเยอร์มาเนียม (Organic Germanium) จำนวนมากเพียงพอ ที่จะฟื้นฟูอวัยวะที่ขาดออกซิเจนได้ สารออแกนิกเยอร์มาเนียม (Organic Germanium) ในเห็ดหลินจือ จะช่วยดึงออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือดได้เพิ่มขึ้น 1.5 เท่า

สารออร์แกนิกเยอร์มาเนียม (Organic Germanium) จะช่วยปรับความดันโลหิตให้อยู่ในภาวะสมดุล สารไตรเทอร์ปินอยด์ (Triterpenoids) ช่วยลดความดันโลหิต ทำให้การไหลเวียนโลหิตในร่างกายเป็นไปอย่างปกติ นอกจากนั้นยังช่วยระบบการย่อย ส่งเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย ลดคลอเสรเตอรอลและไขมัน ช่วยล้างพิษในตับ

เห็ดหลินจือกับโรคตับ





โรคตับ

โรคตับ เป็นอีกโรคหนึ่งที่มีอันตรายต่อร่างกายและชีวิต จึงควรให้ความใส่ใจ และระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะโรคตับเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งชายและหญิง โดยเป็นภาวะที่มีการอักเสบและทำลายเซลล์ตับ ส่งผลใ้การทำงานของตับผิดปกติ เราจะกล่าวถึงโรคตับอักเสบชนิดเฉียบพลันที่พบบ่อย คือ โรคไวรัสตับอักเสบเอ และโรคไวรัสตับอักเสบบี เป็นโรคตับที่เป็นไม่นานก็สามารถหายสู่ปกติได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการประมาณ 2-3 สัปดาห์ และมักจะไม่เกิน 2 เดือน ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายขาด แต่มีบางรายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง และบางรายรุนแรงถึงกับเสียชีวิต

โรคไวรัสตับอักเสบเอ

โรคตับอักเสบเอ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ซึ่งติดต่อมาจาการรับประทานอาหาร หรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อนี้ การสัมผัสอุจจาระของผู้ป่วย ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ การรับประทานอาหารปรุงสุกๆดิบๆและไม่สะอาด ทั้งนี้เชื้อไวรัสนี้จะออกมากับอุจจาระของผู้ป่วย ตั้งแต่ในระยะ 2 สัปดาห์ และเชื้อไวรัสนี้ยังสามารถคงสภาพอยู่ได้นาน ในสภาพแวดล้อมทั่วไป เรามักจะพบการระบาดของโรคชนิดนี้ ในกลุ่มคนที่อาศัยอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก เช่น หอพัก โรงเรียน ค่ายทหาร เป็นต้น

หลังจากได้รับเชื้อประมาณ 4 สัปดาห์ ผู้ป่วยจะมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย มีไข้ต่ำ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดท้องด้านชายโครงขวา ซึ่งในผู้ใหญ่จะมีอาการหนักกว่าเด็ก

นอกจากนั้นยังมีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง และสำหรับผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย จะมีภาวะเสี่ยงที่จะติดเชื้อค่อนข้างสูง

โรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี

โรคไวรัสตับอักเสบบี เกิดจาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี พบบอ่ยในช่วงอายุ 20-45 ปี และสามารถพบเชื้อนี้ได้จากเลือด และสารคัดหลั่งจากผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี เช่น น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด นำ้ลาย ดังนั้นแล้วคุณอาจจะติดเชื้อได้หลายทาง เช่น ทางเพศสัมพันธ์ จากแม่สู่ลูกระหว่างคลอดบุตร การสัมผัสเลือดที่มีเชื้อจากการให้เลือด และจากบาดแผลที่โดนของมีคม เช่นการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การฝังเข็ม การสัก การเจาะหูที่ไม่สะอาด และการใช้มีดโกนร่วมกัน หรือไม่สะอาด

สำหรับผู้ป่วยเป็นโรคนี้ จะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดเมื่อยตามตัว มีไข้ อาจปวดท้องบริเวณชายโครงขวา ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มผิดปกติ เหล่านี้จะเป็นอาการขั้นแรกๆ และบางรายอาจจะมีอาการปวดตามบริเวณข้อ จากนั้นอาการไข้จะเริ่มหายไป และผู้ป่วยจะมีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง นชยากน้อยต่างกันไป ต่อมาอาการตาเหลือง ตัวเหลือง จะค่อยๆหายไป เริ่มกลับมารับประทานอาหารได้มากขึ้นและเริ่มฟื้นตัว โดยผู้ป่วยมักจะมีอาการประมาณ 2-3 เดือน

ถั่งเช่าผสมเห็ดหลินจือ

เห็ดหลินจือกับโรคตับ

ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก หน้าที่ที่สำคัญ คือ เป็นแหล่งเก็บพลังงาน และเป็นด่านแรกที่ทำลายสารพิษที่ร่างกายได้รับจากอาหารหรือยาที่รับประทาน เห็ดหลินจือบำรุงเซลล์ตับ ไม่เป็นพิษต่อตับ ช่วยลดความเสี่ยงของร่างกาย หรือตับจากไวรัสตับอักเสบจนถึงมะเร็งตับ ทำให้ร่างกายแข็งแรง มีพลัง เพราะตับสามารถเก็บพลังงาน ในรูปของไกลโคเจน (Glycogen) ได้มากขึ้น เมื่อปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดลดลง หรือร่างกายขาดสารอาหาร ตับจะเปลี่ยนไกลโคเจนเป็นกลูโคส ซึ่งเป็นนำ้ตาลที่มีอยู่ในอาหารทั่วไป พบมากในผักและผลไม้สุก เป็นน้ำตาลที่สลายให้พลังงาน มากที่สุดในสิ่งมีชีวิต ซึ่งในการเปลี่ยนไกลโคเจนเป็นกลูโคสนั้น ด็เพื่อให้พลังงานแก่ร่างกายนั่นเอง

เห็ดหลินจือ ช่วยบำรุงตับ ฟื้นฟูการทำงานของตับ กระตุ้นการเกิดเซลล์ที่ตายไป และเห็ดหลินจือช่วยปรับภูมิคุ้มกัน ไม่ให้ทำงานผิดเพี้ยน และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง รวมไปถึงเห็ดหลินจือ มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ดี สามารถขจัดสารอนุมูลอิสระ เห็ดหลินจือมีคุณสมบัติที่ช่วยรักษาโรคตับแข็งได้ ก็เพราะเห็ดหลินจือช่วยทำให้ใยแผลเป็นที่ตับคลายตัว ไม่รัดเส้นเลือดและเนื้อเยื่อที่ตับ มีการศึกษาพบว่าภายในเห็ดหลินจือ มีสารสำคัญทางยาที่ใช้รักษาโรคตับ คือ สารโพลีแซคคาไรด์ (polysaccharides)

มีสรรพคุณทางยาในการปรับปรุงการทำงานของตับ ปกป้องตับจากสารพิษ โดยแสดงฤทธิ์ยับยั้งสารพิษไม่ให้ทำลายเซลล์ตับ รวมถึงช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทำงานดีขึ้น

นอกจากนั้นกลุ่ม สารไตรเทอร์ปินอยด์ (Triterpenoids) ในเห็ดหลินจือ มีฤทธิ์การปกป้อง บำรุง และรักษาโรคไต ประกอบด้วย กรดกาโนเดอริก (Ganoderic acid) และ กรดลูซิเดนิก (Lucidenic acid) พบว่ามีฤทธิ์ต่อต้านสารพิษที่มีต่อตับ และยับยั้งดารเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในตับ ได้กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว

รวมถึง สารออแกนิกเยอร์มาเนียม (Organic Germanium) ในเห็ดหลินจือ ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยรักษามะเร็งที่ตับได้ กลุ่มสารที่กล่าวมาล้วนเป็นตัวรักษาที่ดีทีเดียว เช่นเดียวกับตับอักเสบเฉียบพลัน ตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง ดังที่หมอจีนโบราณนั้น พูดเป็น้สียงเดียวกันว่า หลินจือ เป็นสมุนไพรที่มีความโดดเด่นในการ บำรุงตับ เมื่อบำรุงตับให้แข็งแรงแล้ว ย่อมแน่นอนว่าอาการที่ตับ จะฟื้นตัวและมีโอกาสหายเป็นปกติ

เห็ดหลินจือกับโรคมะเร็ง





โรคมะเร็ง คือ กลุ่มของโรคที่เกิดเนื่องจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติ ที่ DNA หรือสารพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโต มีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์อย่างรวดเร็ว และมากกว่าปกติทั่วไป
ดังนั้นจึงอาจทำให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติ และใที่สุดก็จะทำให้เกิดการตายของเซลล์ในก้อนเนื้อนั้น เนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง เพราะการเจริญเติบโตของหลอดเลือด ถ้าเซลล์พวกนี้เกิดอยู่ในอวัยวะใด ก็จะเรียกชื่อตามอวัยวะนั้น เช่น มะเร็งปอด มะเร็งสมอง มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งมดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น

มะเร็งที่พบในร่างกายมนุษย์ มีมากว่า 100 ชนิด ซึ่งมะเร็งแต่ละชนิดนั้นจะมีช่วงเวลาในการดำเนินโรคที่รุนแรงต่อกัน รวมถึงการรักษาที่จะยากหรือง่ายหรือง่าย ขึ้นอยู่กับเวลาในการดำเนินโรคของมะเร็ง และสภาพร่างกายของผู้ป่วยเอง

การพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง มีได้ 4 วิธี คือ
  1. โดยทางกระแสเลือด (หลุดเข้ากระแสเลือด แล้วไปเจริญเติบโตในอวัยวะต่างๆ เช่น ปอด ตับ กระดูก สมอง เป็นต้น) 
  2. กระแสน้ำเหลือง (หลุดเข้าหลอดน้ำเหลือง แล้วไปเจริญเติบโตในต่อน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง หรือที่อยู่ห่างไกลออกไป และสามารถแพร่กระจายเขาไปสู่หลอดเลือดอีกทีหนึ่ง)
  3. การฝังตัวของเซลล์มะเร็ง (หลุดแล้วตกไปงอกตรงส่วนที่มีเซลล์มะเร็งตกอยู่)
  4. การแพร่กระจายแทรกตัวไปตาม พื้นผิวอวัยวะภายในที่เป็นมะเร็ง และอวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่อยู่บริเวณใกล้เคียง
สาเหตุที่แท้จริงของโรคมะเร็ง ในปัจจุบันนั้นยังไม่สามารถที่จะระบุได้อย่างชัดเจน แต่มีข้อมูลวิจัย ที่สนับสนุนว่า โรคมะเร็งเกิดจากสาเหตุหลายๆอย่างรวมกัน เช่น สาเหตุภายในร่างกายเอง (เชื้อชาติ พันธุกรรม เพศ อายุ เป็นต้น) สาเหตุจากภายนอกร่างกาย (แสงอาทิตย์ บุหรี่ สุรา เป็นต้น) หรืออาจเกิดจากการอักเสบ ติดเชื้อเรื้อรังเวลานาน หรือเกิดจากฮอร์โมนที่มีผลต่อการเกิดเป็นมะเร็งในร่างกาย โดยจะพบค่าฮอร์โมนผิดปกติเมื่อเป็นโรคมะเร็ง

อาการบ่งชี้ว่า อาจจะเป็นโรคมะเร็งมี 7 อาการเบื้องต้น ได้แก่
  • มีอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อยหรือกลืนอาหารลำบาก มีอาการเบื่ออาหาร ผอมลง น้ำหนักลด
  • ไฝหรือหูดที่เปลี่ยนรูปร่าง สี เช่น มีสีดำขึ้น หรือโตเร็วอย่างเห็นได้ชัด แตกเป็นแผล เป็นต้น
  • อุปนิสัยการขับถ่ายที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น ท้องผูกสลับ ท้องเสีย มีมูกเลือดปนมากับอุจจาระ
  • เป็นแผลเรื้อรังไม่หาย
  • มีเลือดหรือสารเหลว ออกมาจากที่ใดก็ตามที่ผิดปกติ เช่น ตกขาวมาก ระดูออกมากผิดปกติ
  • เต้านมหรือที่อื่นๆ ปรากฏมีก้อนหรือตุ่มขึ้นมา
  • มีเสียงแหบหรือไอเรื้อรัง ที่หาสาเหตุไม่ได้
  • ถ้าหากปรากฏอาการดังข้างต้น ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ เพื่อทำการตรวจรักษา เพื่อไม่ให้เชื้อมะเร็งลุกลามจนถึงระยะอันตรายต่อชีวิต

ถั่งเช่าผสมเห็ดหลินจือ

เห็ดหลินจือกับโรคมะเร็ง

เห็ดหลินจือ สามารถต้านทานโรคมะเร็งได้ดี เพราะว่าในเห็ดหลินจือมีสารที่เรียกว่า โพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharide) ซึ่งจัดเป็นสารสำคัญทางเภสัชวิทยา ทีใช้ในการรักษามะเร็ง สารโพลีแซคคาไรด์ มีคุณสมบัติในการต่อต้านมะเร็ง ช่วยปรับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ต่อต้านอนุมูลอิสระ และกำจัดอนุมูลอิสระ ออกจากร่างกาย เนื่องจาก อนุมูลอิสระเป็นต้นเหตุของโรคมะเร็ง

อนุมูลอิสระที่มีมากเกินไปนั้น นอกจากก่อมะเร็งแล้ว ยังเป็นต้นตอของอีกหลายโรค ตามปกติในร่างกายของเรา จะสามารถสร้างสารต้าอนุมูลอิสระ ได้ด้วยตัวเอง แต่เมื่อเราอายุมากขึ้น สารที่ว่านั้นก็อาจทำงานได้น้อยลง จึงจำเป็นต้องอาศัยสารต้านมะเร็ง ที่ได้จากการรับประทานเสริมเข้าไป ดังเช่น โพลีแซ็กคาไรด์ ในเห็ดหลินจือ ดังที่กล่าว
นอกจากคุณสมบัติข้างต้นแล้ว สารโพลีแซคคาไรด์ ยังช่วยเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาว เพื่อกำจัดเชื้อโรคต่างๆในร่างกาย สารโพลีแซคคาไรด์ ตามปกติจะพบในอาหารจำพวก คาร์โบไฮเดรต แต่ก็พบในเห็ดหลินจือมากด้วยเช่นกัน

โดยเห็ดหลินจือแดง จะช่วยป้องกันมะเร็ง 4 แนวทางหลักด้วยกัน คือ เห็ดหลินจือใช้เป็นอาหารเสริม ลดอาการข้างเคียง จากการบำบัดด้วยสารเคมี หรือจากการฉายแสงในการรักษาโรคมะเร็ง กระตุ้นร่างกายให้สดชื่นแจ่มใส อวัยวะและระบบต่างๆในร่างกาย ทำงานเป็นปกติ และที่สำคัญคือ ช่วยยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อมะเร็ง ทำให้ชีวิตยืนยาวขึ้น และทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ป้องกันการเกิดใหม่ของมะเร็ง ลดปัจจัยเสี่ยงของมะเร็ง นอกจากนั้นการรับประทานเห็ดหลินจือ จะทำให้ช่วยบำรุงร่างกาย นอนหลับสบาย ลดความกังวล บรรเทาอาการปวดต่างๆ

เห็ดหลินจือต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ

สรรพคุณของเห็ดหลินจือกับอวัยวะต่างๆ

เห็ดหลินจือกับหัวใจ 

  • ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดหัวใจ ปรับการเต้นผิดปกติของหัวใจ
  • ป้องกันการขาดเลือดของกล้ามเนื้อหัวใจ
  • เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อหัวใจ
  • ลดไขมันในเลือด (คลอเรสเตอรอล) จึงสามารถรักษษโรคหลอดเลือด โรคไขมันในโลหิตสูง โรคความดันโลหิตสูง และโรคเส้นเลือดหัวใจอื่นๆ อีกด้วย

เห็ดหลินจือกับม้าม

  • ระงับประสาท สามารถผ่อนคลายประสาทที่ตึงเครียด
  • ป้องกันเนื้อเยื่อในกระเพาะแตก ช่วยให้ขับถ่ายสะดวก
  • รักษาโรคกระเพาะเรื้อรัง โรคท้องร่วง ท้องผูกและลดกรด
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพของลำไส้และกระเพาะอาหาร

เห็ดหลินจือกับปอด

  • ระงับอาการไอ ขับเสมหะ ลดอาการไอ หอบ
  • ทำให้เนื้อเยื่อในปอดเกิดขึ้นใหม่
  • ป้องกันการแพ้อากาศ จึงสามารถรักษาโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และอาการหอบหืด
  • เห็ดหลินจือกับตับ
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการขับพิษ
  • สร้างและซ่อมแซมเซลล์ตับใหม่ และเพิ่มประสิทธิ์ภาพการทำงานของตับ

เห็ดหลินจือกับไต

  • ขับปัสสาวะ รักษาอาการปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน
  • ไตมีความเกี่ยวข้องกับหู ดังนั้นยังรักษาอาการหูอื้อ หูหนวก
  • ทำให้หลับสบาย รักษาโรคประสาทอ่อนๆได้อีกด้วย


 

ถั่งเช่าผสมเห็ดหลินจือ

วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2557

สารอาหารในเห็ดหลินจือ


จากการวิเคราะห์ส่วนประกอบทางเคมีของเห็ดหลินจือ พบว่ามีส่วนประกอบดังนี้

ส่วนประกอบ ประโยชน์ ปริมาณที่ตรวจพบ
น้ำ
(Water content)
ปรับสมดุลย์ในร่างกาย ทำให้ระบบในร่างกายทำงานได้อย่างปกติ 6.90%
โปรตีน
(Protein)
ช่วยในการฟื้นตัวของร่างกาย และระบบภูมิต้านทาน 26.40%
ไขมัน
(Fat)
เป็นแหล่งพลังงานสะสมให้กับร่างกาย 4.50%
เส้นใย
(Fiber)
ช่วยในการขับถ่าย 0.10%
คาร์โบไฮเดรต
(Carbohydrate)
ให้พลังงานและช่วยสงวนโปรตีนให้ร่างกายนำไปใช้ในทางที่เป็นประโยชน์มากที่สุด 43.10%
โพลีแซคคาไรด์
(Polysaccharides)
สร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย 11.40%
แคลเซียม
(Calcium)
บำรุงกระดูกและฟัน 832 มก./เห็ด 100 กรัม
ฟอสฟอรัส
(Phosphorus)
เสริมสร้างกระดูก บำรุงสมอง 1,030 มก./เห็ด 100 กรัม
เหล็ก
(Iron)
องค์ประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง 82.6 มก./เห็ด 100 กรัม
แมกนีเซียม
(Magnesium)
องค์ประกอบสำคัญของกระดูก กล้ามเนื้อและสมอง 1,030 มก./เห็ด 100 กรัม
โซดียม
(Sodium)
ช่วยควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ ทั้งช่วยควบคุมความสมดุลของน้ำ และรักษาความเป็นกรดด่างของร่างกาย 375 มก./เห็ด 100 กรัม
โพแทสเซียม
(Potassium)
ควบคุมความสมดุลของน้ำในร่างกาย 3,590 มก./เห็ด 100 กรัม
วิตามิน บี1
(Thiamine)
เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการเผาผลาญอาหาร ประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ทำให้เกิดพลังงาน 3.49 มก./เห็ด 100 กรัม
วิตามิน บี2
(Riboflavin)
ความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเซลล์ 17.1 มก./เห็ด 100 กรัม
วิตามิน บี6
(vitamin B6)
ช่วยในการทำงานของระบบประสาท การสร้างเม็ดเลือด ช่วยรักษาสภาพผิวหนังให้เป็นปกติ 0.71 มก./เห็ด 100 กรัม
โคลีน
(Choline)
เป็นสารอาหารที่จำเป็น และช่วยในการทำงานของระบบประสาท อาทิเช่น ความจำและการทำงานของกล้ามเนื้อ 1,150 มก./เห็ด 100 กรัม
ไนอาซีน
(Niacin)
ช่วยควบคุมการทำงานของสมองและระบบประสาท ช่วยรักษาสุขภาพของผิวหนัง ลิ้น และเนื้อเยื่อของระบบย่อยอาหาร 61.9 มก./เห็ด 100 กรัม

 

ถั่งเช่าผสมเห็ดหลินจือ

สารสกัดสำคัญที่อยู่ในเห็ดหลินจือ

สารสกัดสำคัญที่อยู่ในเห็ดหลินจือ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย มีหน้าที่ในการักษา ป้องกันและบรรเทาโรค ได้แก่

สารกลุ่มโพลีแซ็กคาไรด์ (Polysaccharides) ซึ่งมีสรรพคุณช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกัน โดยจะกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ ให้ทำงานมีประสิทธิภาพดีขึ้น ทำให้มีสรรพคุณในการป้องกันเชื้อไวรัส และแบคทีเรีย ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติ อาทิเช่น เซลล์มะเร็ง เป็นต้น

สารกล่มไตรเทอร์ปิน (Triterpene) มีรสชาติขม มีสรรพคุณ ในการช่วยลดความเครียด และยับยั้งการหลั่งสารฮีสเตมีนของเซลล์ จึงช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ เพิ่มการใช้ออกซิเจนของเซลล์ในร่างกาย และช่วยเพิ่มการเผาผลาญน้ำตาลกลูโคสในร่างกาย ยับยั้งการส้รางคอเลสเตอรอลส่วนเกิน กระตุ้นการทำงานของตับให้ดียิ่งขึ้น

สารกลุ่มนิวคลีโอไทด์ (Nucleotide) เช่น Adenosine สารอะดีโนซิน ซึ่งมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือด และกระตุ้นการเต้นของหัวใจ และพบว่าระดับสารอะดีโนซีนจะสูงขึ้น ในการที่เราเกิดอาการบาดเจ็บที่สมองหรือไขสันหลัง หรือเมื่อเกิดอาการหน้ามืดเป็นลม แะพบว่าจะช่วยให้แผลสมานเร็วขึ้น และลดการอักเสบของกลุ่มโรค SLE โรคข้อรูมาตอยด์ Rheumatoid ซึ่งเป็นโรคเกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันปกติ

สารออกานิกเยอร์มาเนียม (organic germanium) เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว ช่วยในการควบคุมและปรับสมดุลของร่างกาย เพิ่มอัตราการไหลเวีนของเลือดและเพิ่มการนำออกซิเจนไปสู่เซลล์ นอกจากนี้ยังกระตุ้นการสร้าง Interferon อินเตอร์เฟรอน ซึ่งช่วยในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันแก้ร่างกาย

กรดอะมิโน มีมากมาย ช่วยชะลอความแก่ สมานแผลให้หายเร็ว ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือดบำรุงสมองให้ความจำดีขึ้น บรรเทาอาการอ่่อนเพลีย

กรดแกรมมาไลโนเลนิก (Grammar Linolenic Acid -GLA) ระงับอาการปวดประจำเดือน ปวดไมเกรน ช่วยบรรเทาอาการผื่นคันที่เกิดจากโรคภูมิแพ้ ลดอาการปวดข้อ ปวดกระดูก

ส่วนประกอบของเห็ดหลินจือ


1.เส้นใยของเห็ดหลินจือ เป็นเส้นละเอียดสีขาว เส้นใยหนึ่งๆประกอบด้วยเซลล์หลายเซลล์ มีการแตกสาขาและมีผนังกั้น ถ้าเด็ดเส้นใยไว้นานๆจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและน้ำตาล

2.ดอกเห็ดหลินจือ ประกอบด้วยส่วนของหมวกเห็ดและก้าน ผิวด้านนอกสีแดงหรือสีน้ำตาล แล้วแต่สายพันธุ์ มีแถบเป็นวงกลม ซึ่งมีความกว้างของแถบวงไม่สม่ำเสมอ บางครั้งด้านในของหมวกเห็ดจะมีสีเหลือง หมวกเห็ดมีรูปร่างกลมหรือโต โดยทั่วไปมีขนาด 10-12 ซม. บางครั้งอาจจะใหญ่ได้ถึง 20 ซม. เนื้อเห็ดมีสีขาวหรือขาวนวล ด้านใต้ของหมวกเห็ด จะมีลักษณะเป็นหลอดดูคล้ายรูฟองน้ำ ก้านเห็ดมีลักษณะกลม อยู่ติดกับหมวกเห็ด ทางด้านในยาว 10 ซม. กว้าง3-4 ซม. มีสีเดียวกับหมวกเห็ด

3.สปอร์เห็ดหลินจือ มีลักษณะเป็นรูปไข่ เป็นรูเล็กอยู่ใต้หมวกดอก มีสีแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดหรือสายพันธุ์

ถั่งเช่าผสมเห็ดหลินจือ


ประวัติของเห็ดหลินจือ




เห็ดหลินจือ

เห็ดหลินจือ  มีชื่อพื้นเมืองหลายชื่อ อาทิเช่น เห็ดหมื่นปี เห็ดอมตะ เห็ดจวักงู ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Holy Mushroom แปลว่า เห็ดศักดิ์สิทธิ์ หรือ Lacquered Mushroom แปลว่า เห็ดที่มีผิวเหมือนทาแลกเกอร์ ในประเทศจีน เรียกเห็ดนี้ว่า LingZhi ส่วนในญี่ปุ่นเรียกว่า Reishi

เป็นเห็ดสมุนไพร ที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ อย่างน่าอัศจรรย์ ด้วยคุณประโยชน์ของสารอาหารที่มีอยู่มากมายในเห็ดหลินจือ สามารถช่วยป้องกัน บรรเทา และรักษาอาการเจ็บผ่วยได้ เห็ดหลินจือจึงไม่ใช่แค่เพียงอาหาร แต่ด้วยคุณค่ามหาศาล จึงสามารถบอกได้ว่า เห็ดหลินจือเป็นยาชั้นดี เลยทีเดียว

กาโนเดอร์มา (Ganoderma) เป็นชื่อทางวิทยาศาสตร์ของเห็ดหลินจือ ในโลกนี้มีเห็ดหลินจือประมาณ 2,500 สายพันธุ์ และมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อนักวิจัยค้นพบมากขึ้น การค้นพบดังกล่าว จึงเสมือนหนึ่งเป็นการกระตุ้นให้ค้นคว้าเห็ดหลินจือ

เห็ดหลินจือ มีรูปร่างคล้ายไต สีแดงอมน้ำตาล หรือสีม่วงแก่ มีลายวงแหวน มีความเป็นมันวาว มีลักษณะแข็งเหมือนเนื้อไม้ ปลายรอบนอกสุดของหมวกเห็ดบาง และม้วนเข้าด้านในเล็กน้อย ผิวในของหมวกเห็ดมีสีขาว หรือ น้ำตาลอ่อน ก้านดอกสีน้ำตาลแดง แส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 ซม.

เห็ดชนิfนี้ได้รับการยอมรับ ในฐานะของพรรณพืชสมุนไพรที่หายาก แต่มากด้วยประโยชน์ถือเป็นสุดยอดสมุนไพร ในประเทศจีนและญี่ปุ่นได้มีการช้ประโยชน์จากเห็ดหลินจือ เพื่อนำมาเป็นยาในการป้องกันและบำบัดโรคต่างๆ มาเป็นเวลานานหลายพันปี ชาวจีนมีความเชื่อว่าเห็ดหลินจือ คือ สมุนไพรที่เทพเจ้าประทานมาให้ เพื่อเป็นยาอายุวัฒนะ คำว่า "หลินจือ" มีความหมายว่า "จิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่"

สมัยโบราณ เห็ดหลินจือ ถือเป็นยา หรืออาหารสำหรับจักรพรรดิและคนในราชวงศ์ ถือเป็นอาหารชั้นสูง ดังเช่นที่ตำราสมุนไพรของจีนโบราณ ที่มีชื่อว่า เสินหนงเปิ๋นเฉ่าจิง ซึ่งเป็นต้นตำรับของแพทย์แผนจีนในปัจจุบัน ได้บันทึกเอาไว้ว่า เห็ดหลินจือนั้นเป็นสุดยอดสมุนไพรอันดับหนึ่ง ถือว่าเป็นราชาแห่งสมุนไพรอันดับหนึ่ง ถือว่าเป็นราชาแห่งสมุนไพรที่มีคุณค่าต่อร่างกายอย่างมากมายมหาศาล

ถั่งเช่าผสมเห็ดหลินจือ


เห็ดหลินจือ จัดเป็นเห็ดที่เจริญเติบโตได้ดีในธรรมชาติ โดยเฉพาะเติบโตตามโคนต้นไม้ในเขตอบอุ่นและเขตร้อน ตำรายาและสมุนไพรของจีนโบราณ ถึงกับยกย่องให้เห็ดหลินจือ มีคุณค่ายิ่งโสม ด้วยเหตุสามประการ คือ

1.เห็ดหลินจือไม่เป็นพิษ สามารถรับประทานได้ทุกวัน โดยไม่เกิดผลกระทบหรือเกิดโทษที่ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ต่อร่างกาย

2.เมื่อรับประทาน เห็ดหลินจือ สม่ำเสมอ จะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ทำให้ร่างกายและอวัยวะต่างๆ ทำงานได้อย่างเป็นปกติ

3.เห็ดหลินจือ จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ทำให้การทำงานของระบบคุ้มกันเป็นไปอย่างปกติทำให้ไม่เจ็บป่วยได้ง่าย

เห็ด-ยาอายุวัฒนะ






เห็ด (Mushroom)

เห็ดถือเป็นขุมทรัพย์ทางสารอาหารอันอุดม คุณค่าที่ซ่อนอยู่ในธรรมชาติ จัดเป็นอาหารหนึ่งในไม่กี่ชนิดที่เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วให้พลังงานต่ำแต่มีคุณค่าทางสารอาหารสูงนัก เห็ดเป็นอาหารที่ปราศจากไขมัน มีปริมาณน้ำตาลและเกลือต่ำมาก ที่สำคัญโปรตีนในเห็ดย่อยง่ายกว่าโปรตีนจากพืชหลายเท่า เห็ดจึงเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ที่รักและใส่ใจดูแลสุขภาพ

นอกจากการรับประทานอาหารประเภทถั่วที่ให้โปรตีน แทนเนื้อสัตว์ได้แล้ว เห็ดก็เป็นอาหารอีกประเภทหนึ่ง ที่ผู้ต้องการหลีกเลี่ยงโปรตีนจากเนื้อสัตว์ สามารถรับประทานเพื่อให้ร่างกาย ได้รับสารอาหารอย่างสมบูรณ์ครบถ้วน

เห็ดที่เรานำมารับประทานนั้น ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใข่พืช แต่แท้จริงแล้วเห็ด เป็นสิง่มีชีวิตประเภทเดียวกับเชื้อรา (Mold) และยีสต์ (Yeast) โดยสิ่งมีชีวิตทั้งสามนั้นเรียกว่า ฟังไจ (Fungi) ซึ่งหมายถึง สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวหรือหลายเซลล์ ไม่มีคอลโรฟิลล์สำหรับสังเคราะห์อาหาร แต่กินอาหารโดยการสร้างน้ำย่อย แล้วปล่อยออกมาย่อยสารอินทรีย์จนเป็นโมเลกุลเล็ก แล้วดูดซึมเข้าเซลล์จนเกิดการเจริญเติบโต อาศัยการงอกของสปอร์ จนได้กลุ่มของเส้นใยอัดแน่นจนเป็นก้อนกลม งอกออกมาจนเป็นดอกเห็ด


เห็ดนั้นมีอยู่มากมายหลายชนิด ปัจจุบันถูกค้นพบแล้วกว่า 80,000 ชนิด แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า บนโลกน่าจะมีเห็ดรากว่า 1,500,000 ชนิดเลยทีเดียว ในประเทศไทยเองก็มีการนำเห็ดมาเป็นส่วนประกอบของอาหาร ทั้งเห็ดหอม เห็ดหูหนูดำ เห็ดนางรม เห็ดหูหนูขาว เห็ดนางฟ้า หรือเห็ดฟาง เป็นต้น วึ่งแต่ละชนิดก็ล้วนอุดมด้วยสารอาหาร หาซื้อได้ไม่ยาก ราคาไม่แพง และมีรสชาติอร่อยถูกปาก ปัจจุบันมีเห็ดให้เลือกรับประทาน ทั้งแบบสด แบบแห้ง และแบบบรรจุกระป๋อง ทำให้เป็นสินค้าเกษตรที่ทำเงินได้เป็นอย่างดี

ในประเทศจีนและญี่ปุ่น มีความนิยมนำเห็ดมาบริโภค ปรุงเป็นน้ำแกง น้ำชา เป็นยาบำรุงร่างกาย และเป็นส่วนประกอบในอาหารอย่างแพร่หลาย ผลการทำวิจัยหลายชิ้นเกี่ยวกับเห็ดช่วยยืนยันว่า ในเห็ดมีสารบางอย่างที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และลดความเสี่ยงต่อโรคหลอกเลือดหัวใจ และช่วยในการต้านมะเร็งหลายๆชนิดด้วย

นอกจากสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายแล้ว คุณประโยชน์ของเห็ดยังมีมากกว่านั้น เพราะมีเห็ดชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณเหนือไปกว่าเห็ดอื่นๆ สามารถใช้เป็นยาในการบำบัดรักษาโรค และเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ เป็นเห็ดสมุนไพรชั้นดีซึ่งเห็ดชนิดนี้ คือ เห็ดหลินจือ

ถั่งเช่าผสมเห็ดหลินจือ

กล่าวกันว่า เห็ดหลินจือทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น ให้พลังชีวิตมากขึ้น ใช้บำรุงร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้มีกำลัง ทำให้ความจำดีขึ้น ทำให้ประสาทสัมผัสต่างๆชัดเจนขึ้น ส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สีหน้าแจ่มใส ชะลอความแก่ และยังมีเคล็ดลับการกินเห็ดหลินจือให้เป็นยารักษาสรรพโรค ที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน